AI Thailand
เมษายน 24, 2014, 06:57:32 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้เพื่อชาวบ้านตาดำๆ  (อ่าน 117499 ครั้ง)
Jidapa
Newbie
*
กระทู้: 5


ดูรายละเอียด
« ตอบ #285 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 04:02:14 AM »

น.ส.จิดาภา ชัยสกุลสุรินทร์
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด
รหัส นศ. 513210310-2  sec


    อาจารย์เชาว์วัช  หนูทอง 
        เลขที่  134  หมู่ที่  2  ตำบลท่าวุ้ง  อำเภอท่าวุ้ง  จังหวัดลพบุรี 
    การปูพรมในนาข้าว  ที่แท้ก็เป็นการนำพืชน้ำชนิดหนึ่งซึ่งขึ้นเองตามธรรมชาติ
นั่นก็คือ "แหนแดง" หว่านลงในนา ส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตดี

    วิธีการทำนาแบบปูพรม ทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยการนำแหนแดงมาหว่านลงในแปลงนา
ก่อนการปักดำในปริมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ แหนแดงก็จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ และจะมีสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาให้พืชได้ใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อแหนแดงเน่าสลายก็จะกลายเป็นอินทรีย์วัตถุในดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และให้พืชได้ใช้ประโยชน์ต่อไป
         
    ประโยชน์ของแหนแดง
          -ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมีสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ
          -เพิ่มอินทรีย์วัตถุในนาข้าวทุกปีๆ เพราะการเน่าสลายของแหนแดงในปริมาณเป็นตันๆ ต่อไร่
          -ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะแหนแดงจะคลุมพื้นที่ทั้งหมด วัชพืชมีจำนวนน้อยมากเราสามารถเดินเก็บได้
          -ต้นทุนการปลูกข้าวลดลงกว่าการแบบเดิมลงมาก
          -ได้ข้าวที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค
          -ในพื้นที่นาไม่ถูกทำลาย
          -เป็นวิธีการที่ง่ายๆ และเป็นธรรมชาติ



1.เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน
2.ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้ : ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมี
3.สามารถทำให้ชาวบ้านลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้โดย : ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีใดๆ


ที่มา  http://gotoknow.org/blog/yutkpp/205202
       http://210.246.186.28/pl_data/RICE/4tech/tec02.html
บันทึกการเข้า
Jidapa
Newbie
*
กระทู้: 5


ดูรายละเอียด
« ตอบ #286 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 04:04:55 AM »

น.ส.จิดาภา ชัยสกุลสุรินทร์
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด
รหัส นศ. 513210310-2  sec 4


    อาจารย์เชาว์วัช  หนูทอง 
        เลขที่  134  หมู่ที่  2  ตำบลท่าวุ้ง  อำเภอท่าวุ้ง  จังหวัดลพบุรี 
    การปูพรมในนาข้าว  ที่แท้ก็เป็นการนำพืชน้ำชนิดหนึ่งซึ่งขึ้นเองตามธรรมชาติ
นั่นก็คือ "แหนแดง" หว่านลงในนา ส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตดี

    วิธีการทำนาแบบปูพรม ทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยการนำแหนแดงมาหว่านลงในแปลงนา
ก่อนการปักดำในปริมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ แหนแดงก็จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ และจะมีสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาให้พืชได้ใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อแหนแดงเน่าสลายก็จะกลายเป็นอินทรีย์วัตถุในดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และให้พืชได้ใช้ประโยชน์ต่อไป
        
    ประโยชน์ของแหนแดง
          -ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมีสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ
          -เพิ่มอินทรีย์วัตถุในนาข้าวทุกปีๆ เพราะการเน่าสลายของแหนแดงในปริมาณเป็นตันๆ ต่อไร่
          -ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะแหนแดงจะคลุมพื้นที่ทั้งหมด วัชพืชมีจำนวนน้อยมากเราสามารถเดินเก็บได้
          -ต้นทุนการปลูกข้าวลดลงกว่าการแบบเดิมลงมาก
          -ได้ข้าวที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค
          -ในพื้นที่นาไม่ถูกทำลาย
          -เป็นวิธีการที่ง่ายๆ และเป็นธรรมชาติ



1.เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน
2.ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้ : ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมี
3.สามารถทำให้ชาวบ้านลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้โดย : ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีใดๆ


ที่มา  http://gotoknow.org/blog/yutkpp/205202
       http://210.246.186.28/pl_data/RICE/4tech/tec02.html
บันทึกการเข้า
Sly
Newbie
*
กระทู้: 2


ดูรายละเอียด
« ตอบ #287 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 11:05:08 AM »

นายตรีปรัชญา จันทร์ฤกษ์
513211081-6  Sec.5
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด

จักรยานปั๊มน้ำ

ใคร - นักเรียนโรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคม

ทำอะไร - จักรยานปั๊มน้ำ

ที่ไหน - จังหวัดร้อยเอ็ด

ทำไม - เนื่องจากเครื่องสูบน้ำทั่วไปเป็นแบบใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำเนิดกำลัง ซึ่งจะทำให้ไม่สะดวกต่อการนำไปใช้ในที่ไม่มีไฟฟ้า จึงได้คิดหาวิธีว่า ทำย่างไรให้เครื่องสูบน้ำใช้ได้ในทุกที่ โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า

อย่างไร - จักรยานปั๊มน้ำ ดัดแปลงโดยการนำก้านลูกสูบเครื่องปั๊มน้ำย้ายมาไว้ทางด้านขวา เพื่อให้ตรงกับโซ่ของจักรยาน เมื่อต้องการใช้ นำเครื่องมาติดตั้งบนฐาน แล้วประกอบก้านลูกสูบเข้ากับโซ่ เมื่อเริ่มปั่น  จักรยานจะส่งกำลังจากเท้าผ่านโซ่ไปยังเฟือง ทำให้ลูกสูบทำงาน ดูดน้ำในถังเข้ามายังท่อ และดันน้ำออกทางลิ้นต่อไปยังท่อส่งน้ำ ซึ่งวิธีนี้สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆได้อย่างสะดวก เพียงแค่ยกขึ้นท้ายรถ เมื่อถึงที่หมายก็ยกลงทำการประกอบ แล้วก็ปั่นให้เครื่องทำงาน


1.เป็นความรู้ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยการนำเทคโนโลยีง่ายๆ จากเครื่องสูบน้ำและจักรยานมาใช้ร่วมกัน

2.ถ้าหากชาวบ้านนำมาใช้แล้ว จะช่วยลดค่าพลังงานไฟฟ้า และได้ออกกำลังเพื่อสุขภาพไปในตัวด้วย

3.เหมาะสมแล้วที่จะทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้ เนื่องจากเครื่องสูบน้ำเป็นพลังงานไฟฟ้าซึ่งมอเตอร์จะต้องใช้ไฟฟ้าสูง และยังไม่สะดวกต่อการนำไปใช้ในที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงด้วย  วิธีนี้จะตัดปัญหาสองอย่างนี้ไปได้

ที่มา - http://www.twk.ac.th/ch7/ch7.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2008, 11:08:43 AM โดย Sly » บันทึกการเข้า
MAXKA
Newbie
*
กระทู้: 2


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #288 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 01:58:44 PM »

นายนุกุล   จาดนอก
513210333-0     Sec.5
คณะวิทยาการจัดการ  สาขาการตลาด

การทำน้ำอ้อย

ใคร :  เกษตรกรในอำเภอพร้าว

ทำอะไร:  ทำน้ำอ้อย

ที่ไหน:  อำเภอพร้าง  จังหวัดเชียงใหม่

ทำไม:  เนื่องจากอาชีพหลักของเกษตรกรคือการทำนา นั้นมีรายได้ไม่เพียงพอเกษตรกรจึงจำเป็นต้องหาอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว นั้นคือการทำน้ำอ้อย                         

อย่างไร: การทำน้ำอ้อยของเกษตรกรในอำเภอพร้าว เป็นอาชีพที่ทำกันมานานโดยสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่เครื่องมือและอุปกรณ์การพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในสมัยก่อนใช้แรงงานสัตว์ช่วยในการหีบอ้อย เปลี่ยนเป็นใช้เครื่องยนต์แทน จากที่เคยปลูกอ้อยพันธุ์พื้นเมืองก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตมากกว่าเดิม และทำเป็นก้อน น้ำอ้อยสมัยก่อนจะใช้วิธีตักหยอดที่ละก้อน ปัจจุบันก็ใช้วิธีเทลงบนแบบพิมพ์ ซึ่งทำได้เร็วกว่า และทำเป็นน้ำอ้อยผงตามที่พ่อค้าต้องการ การทำน้ำอ้อยถือได้ว่าเป็นการแปรรูป ผลผลิต ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเกษตรกรเอง


1.เป็นความรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบต่อกันมา โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาประยุคใช้ใช้ร่วมกัน

2.ถ้าหากชาวบ้านนำมาใช้แล้ว จะสามารถนำมาเป็นอาชีพหลักได้หากต้องการขยายตลาดก็สามารถที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศได้

3.เหมาะสมแล้วที่จะนำมาให้ชาวบ้านตาดำๆ นำมาเป็นอาชีพเสริมในการหารายได้เลี้ยงครอบครัวและสอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย


ที่มา : http://learners.in.th/file/teerawitlovenine/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.doc
บันทึกการเข้า
DucthessVibo
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #289 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 04:31:57 PM »

นางสาวอริน  เทียนมณเฑียร
513211012-5
Sec.4
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด


What ++  แชมพูดอกอัญชัน

Who ++  กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกระทุ่มราย

Why ++  ช่วยให้เส้นผมดกดำ
               ลดอาการอักเสบของหนังศีรษะ
               เสริมสร้างรากผมให้เกิดขึ้นใหม่
              ขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างได้อย่างรวดเร็ว

How ++  ส่วนผสม
                    1. หัวแชมพู
                    2. น้ำเกลือ
                    3. หัวเชื้อข้น
                    4. สารกันเสีย
                    5. ดอกอัญชันแห้ง
                   
              วิธีทำ
                   1. นำดอกอัญชันไปต้มกับน้ำสะอาดประมาณครึ่งชั่วโมง
                   2. กรองด้วยผ้าขาวบางแล้วนำไปผสมกับแชมพูได้เลย




ตอบคำถาม

1. เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี ++ เป็นความรู้

2. ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว ++  จะช่วยลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมากขึ้น และยังสามารถทำเป็นสินค้าส่งออกได้อีกด้วย

3. สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้ อย่างไร ++ สามารถทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใช้ในครัวเรือนได้เองโดยไม่ต้องเสียเงินในการซื้อมาจากที่อื่น


ที่มา ++  http://www.thaitambon.com/tambon/tprdsdesc.asp?ID=710513&PROD=05913105952&SME=05913102835
   
บันทึกการเข้า
wijittra
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #290 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 04:36:11 PM »

นส.วิจิตรา ดาวศิริไพศาล
513211000-2 MS-MK sec4

แก้ไขงานที่อาจารย์ลบไปแล้ว

ใคร: ชาวบ้านด้าย
ทำอะไร: แก๊สชีวภาพ SML
ที่ไหน: จ.เชียงราย
อย่างไร: จากแนวคิดในแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่สามารถพลิกวิกฤติจากกลิ่นมูลสุกรของโรง งานเลี้ยงสุกรที่ส่งกลิ่นรบกวนไปทั่วหมูบ้าน นำไปสู่โอกาสในการคิดค้น โครงการแก๊สชีวภาพเอสเอ็มแอล ที่ ชุมชนบ้านด้าย จ.เชียงราย ได้นำงบประมาณจำนวน 200,000 บาท จาก โครงการ SML มาพัฒนาเป็น โครงการแก๊สชีวภาพ SML และเป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่างที่สามารถนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาผ่าน กรรมวิธีตามธรรมชาติ จนพัฒนาไปสู่แก๊สชีวภาพของชุมชนชาวบ้านด้ายได้มีแก๊สสำหรับหุงหาอาหาร และรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพสร้างรายได้ นอกจากจะลดรายได้จากการซื้อแก๊สหุงต้มของชาวบ้านแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เสริมจากการทำ “ไข่เค็ม” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าขึ้นชื่อของชาวบ้านด้าย จ.เชียงราย เนื่องจากชาวบ้านนิยมเลี้ยงเป็ดกันมาก ทำให้หาวัตถุดิบได้ง่าย ในการทำไข่เค็ม แก๊ส ถือเป็นส่วนสำคัญในการนึ่งไข่ แต่พอมีแก๊สชีวภาพเข้ามาก็สามารถช่วยลดรายจ่าย ให้กับพวกเราได้มาก



ตอบคำถามอาจารย์
1.เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี : เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ได้ในชุมชน เพราะสามารถลดปัญหามลภาวะ และสมารถประหยัดค่าแก๊สและทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม และยังเป็นพลังงานทดแทนอีกด้วย
2.หากประเทศไทยนำมาใช้: ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทย ที่จ.เชียงรายก็เปนคนคิดค้นโครงการนี้ขึ้นมา แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก
3.สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้ อย่างไร : ทำให้แม่บ้านที่ทำธุรกิจที่ต้องใช้แก๊สโดยตรงนั้น ลดต้นทุนการผลิตลงได้พอสมควร ทำให้ได้รายได้เพิ่มมากขึ้น



อ้างอิง : http://www.tei.or.th/hotnews/080506-energy2-dailynews.htm
 
บันทึกการเข้า
3tzaaa
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #291 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 07:05:12 PM »

นายธิติ   วชิรธีระพล

513210324-1

คณะวิทยาการจัดการ   สาขาการตลาด

ส่งงานอีกรอบ(เนื่องจากอันที่แล้วหาย)

ใคร: ชาวบ้าน จ.อยุธยา
ทำอะไร:  น้ำส้มควันไม้
ที่ไหน:  จ.อยุุธยา
อย่างไร:    เริ่มจากก่ออิฐบล็อก กว้างและสูงประมาณ 1.5 เมตร และยาวประมาณ 2 เมตร นำถังน้ำมัน 200 ลิตรที่ตัดปากให้กว้างและเจาะปลายถังให้เท่ากับกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาวางแล้วใส่ตะแกรง นำไม้ที่จะเผาใส่ลงไปในถังแล้วติดไฟจนคิดว่าเตาติดแล้วจึงปิดปากเตาพอประมาณฝ่ามือเพื่อปล่อยอากาศเข้าไป เมื่อดูแล้วควันเป็นสีน้ำตาลจึงนำไม้ไผ่ไปครอบไว้กับท้ายเตาเผาที่มีปล่องเจาะไว้เพื่อจะให้อากาศออก เมื่อความร้อนที่เผาไหม้ลอยออกทางปลายไม้ไผ่กระทบกับความเย็นรวมตัวกันเป็นหยดน้ำแล้วทิ้งไว้จนเตาเผาดับใช้เวลาประมาณ 24ชั่วโมง ก็จะได้น้ำส้มควันไม้ โดยเตาหนึ่งจะได้น้ำส้มควันไม้ประมาณ 5 ลิตร นำมาทิ้งไว้ให้ตกตะกอนประมาณ 3 เดือน จึงนำออกมาทดลองใช้ ส่วนถ่านที่ได้ก็สามารถนำไปขายถือว่าได้กำไรสองต่อ



ตอบคำถามอาจารย์
1.เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี :  ความรู้
2.หากประเทศไทยนำมาใช้: ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่คิดค้นขึ้น
3.สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้ อย่างไร : การทดลองนำน้ำส้มควันไม้มาใช้กับนาข้าว แล้วฉีดพ่น 4 ครั้ง ได้ผลเกือบ 100% สภาพดินดีขึ้น คือดินที่แข็งสามารถทำให้ร่วน ผลผลิตได้มากกว่าเดิม จากปกติ 1 ไร่ ได้ 70 ถัง แต่พอใช้น้ำส้มควันไม้ 1 ไร่ ได้ 110 ถัง ไม้ที่ใช้เผาส่วนมากจะเป็นสะเดาและสะแก เมื่อก่อนต้นทุนที่ใช้สารมีตกไร่ละ 2500 บาท แต่พอใช้น้ำส้มควันไม้ตกไร่ละ 1000 กว่าบาทเท่านั้นจะเห็นได้ว่าต้นทุนลดลง


อ้างอิง : http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1323&Itemid=98
บันทึกการเข้า
chutima sattanaco
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #292 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 09:40:57 PM »

นางสาวชุติมา สัตนาโค
รหัส 503080544-8
คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ
sec 3


เรื่อง เครื่องผลิตไบโอดีเซล

ใคร - คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทำอะไร -ออกแบบ และผลิตเครื่องผลิตใบโอดีเซลจากนำมันพืช แบบราคาถูก

ที่ไหน -มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อย่างไร
        ศึกษาในห้องปฏิบัติการและภาคสนามสร้างเครื่องผลิตไบโอดีเซลต้นแบบขนาด 100-150 ลิตร ต่อครั้ง ใช้เวลาผลิตประมาณ 8 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเทียบกับเครื่องที่นำเข้าราคาจะถูกกว่ามาก แต่มาตรฐานนั้นเป็นที่ยอมรับ  น้ำมันที่ผลิตออกมาจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับนำมันดีเซล ต้นทุนการผลิตประกอบด้วย สารเคมี ได้แก่ เอทานอล โพแทสเซียมไฮดอกไซด์ และกรดซัลฟูริก ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน  รวมราคาน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ราคากิโลกรัมละ 10 บาท  และราคาเครื่องผลิตไบโอดีเซล ทั้งหมดแล้วต้นทุนจะอยู่ที่ 16 บาท ต่อลิตร โดยหากคิดที่ราคาน้ำมันดีเซล  23.34 บาท ต่อลิตร

1. เป็นความรู้ หรือเทคโนโลยี
-เป็นเทคโนโลยี

2. ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว จะทำให้ไม่ต้องลงทุนมาก (เช่นฟรี)
-ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหารอยู่แล้ว ทำให้หาน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว
จึงหาได้ง่ายและราคาถูก

3. เหมาะสมแล้วที่จะทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้ หรือเพิ่มรายได้ให้เขาหนึ่งเท่าตัว
-เหมาะสมเพราะ หากมัเครื่องนี้อยู่ในหมู่บ้านๆละ1เครื่องจะทำให้ลดต้นทุนในการซื้อน้ำมันได้มาก

แหล่งที่มา  http://www.insee-hiso.com/webboard_144043_6454_th?lang=en
บันทึกการเข้า
kokraew
Newbie
*
กระทู้: 5


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #293 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 09:41:32 AM »

นายนพรัตนื  กอแก้ว
คณะสาธารณสุขศาสตร์
503110009-5
sec.2
เรื่องเค็มบักนัด



                  เค็มบักนัดเป็นภูมิปัญญาในการถนอมอาหารด้วยวิธีแปรรูปแบบดองเค็มเพื่อให้เก็บไว้ได้นานเป็นปี  การทำเค็มบักนัดจะใช้ส่วนเนื้อปลาเทโพ หรือปลาสวาย ติดหนังหั่นเป็นชิ้นบางๆ 5 ถ้วย คลุกเคล้ากับเกลือสินเธาว์ 1 ถ้วย ให้เกลือซึมเข้าไปในเนื้อปลา สังเกตเนื้อปลาจะแข็งตัวขึ้น  ทิ้งค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน วันรุ่งขึ้น หาสับประรดสุกเนื้อหวานฉ่ำมาสับละเอียด ตวงทั้งน้ำและเนื้อสับประรดให้ได้ 5 ถ้วยตวง แล้วนำมาคลุกกับปลาที่หมักไว้ให้ทั่วเป็นเนื้อเดียวกัน  จากนั้นนำไปบรรจุใส่ขวด ให้เหลือเนื้อที่ว่างไว้ อย่าบรรจุเต็มขวด แล้วปิดฝาให้แน่น   นำไปเก็บไว้โดยไม่ให้กระทบกระเทือน  จนกว่าจะครบ 90 วันจึงจะเคลื่อนย้ายได้ ถ้ารับประทานสดควรมีอายุครบ 6 เดือน หรือ 1 ปี

นี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของ
จังหวัดอุบลราชธานี
เป็นวิธีการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง
เพื่อเก็บรักษาอาหารให้อยู่ได้นาน ๆ
โดยการทำเค็ม
http://www.mapculture.org/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=456&Itemid=58


บันทึกการเข้า
Nillawan
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด
« ตอบ #294 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 10:52:07 AM »

น.ส. นิลวรรณ มหาโชคชัย  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
รหัส 503110040-1 คณะ สาธารณสุขศาสตร์ sec.1
ค้นพบน้ำมันจากผิวและใบของมะกรูดมีฤทธิ์ไล่แมลง กำลังพัฒนาเป็นแคปซูลให้เกษตรกรนำไปใช้งานไล่แมลงและหนอน ลดการใช้สารเคมี
น้ำมันบริเวณผิวของผิวมะกรูด และน้ำมันในใบมะกรูดพบว่ามีฤทธิ์ในการไล่แมลงและหนอนได้
จะสามารถช่วยเกษตรกรที่ต้องฉีดสารเคมีเพื่อไล่แมลงและหนอนได้ โดยปกติแล้วเกษตรกรจะฉีดสารเคมีบ่อยมากเพื่อป้องกันผลผลิตของตัวเองจากพวกแมลง ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตเนื่องจากฉีดสารเคมีแต่ละครั้ง ต้องสูดดมสารเคมีเป็นจำนวนไม่น้อย แม้ว่าบางคนจะมีชุดเพื่อสวมใส่ขณะฉีดสารเคมีแล้วก็ตาม
แคปซูลเล็กๆ ภายในแคปซูลมีน้ำมันที่ช่วยไล่แมลงและหนอนให้กับเกษตรกรได้ เมื่อเกษตรกรนำแคปซูลน้ำมันมะกรูดไปใช้งานก็ให้โปรยไว้ใต้ต้นไม้ที่ต้องการไล่แมลง แคปซูลน้ำมันมะกรูดจะค่อยๆ ปล่อยน้ำมันออกมา
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://koratcattle.com/
 ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ จุมพิต จุมพิต จุมพิต จุมพิต
บันทึกการเข้า
Mr. kridsana supaso
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #295 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 05:10:08 PM »

นายกฤษณะ  สุภาโส  513210306-3)

คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด

Sec. 5

                                      เรื่อง ชุดทดสอบโรคใบขาวในอ้อย

ใคร ยิงฟันยิ้ม ดร. พิพัฒน์  วีระถาวร

ทำอะไร ตกใจ ทำชุดตรวจโรคใบขาวในอ้อย

ที่ไหน ฮืม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ(ไบโอเทค)

อย่างไร แลบลิ้น ดร. พิพัฒน์  วีระถาวร กล่าวว่า สารโมโนโคลแอนดิบอดีบริสุทธิ์มีความจำเพาะต่อเชื้อ ไฟโตพลาสมา
             ในการตรวจสอบจะใช้หลักการคล้ายกับการตรวจสอบการตั้งครรภ์ หรือ ชุดการตรวจโรคในกล้วยใม้
           โดยการเจาะนําอ้อยหยดลงในตลับตรวจ ทิ้งไว้สักครู่ แล้วอ่านค่าแถบสีที่ปรากฎขึ้น ถ้าขึ้น 2 แถบแสดงว่า
         อ้อยเป็นโรคใบขาว แต่ถ้าหากเกิดขึ้นแถบเดียวแสดงว่าไม่เป็นโรค จะรู้ผลภายใน 10 นาที

1.เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี จุมพิต เป็นเทคโนโลยี

2.หากประเทศไทยนำมาใช้ ลังเล จะทำให้ได้ผลผลิตจากอ้อยเพิ่มขึ้นและลดการแพร่ระบาดของโรคใบขาวในอ้อย
                                  สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าแทนที่จะปลูกอ้อยที่มีบางต้นเป็นโรคแต่ถ้าตรวจแล้ว
                           ก็สามารถปลูกอ้อยได้โดยไม่เสียพื้นที่เปล่า

3.สามารถช่วยชาวบ้านลดต้นทุน อย่างไร ตกใจลดต้นทุนทางด้านการซื้อพันธุ์อ้อยมาปลูกโดย
                                             ไม่ต้องซื้อพันธุ์อ้อยในราคาแพงจากที่อื่นแต่เรากลับตรวจพันธุ์อ้อยเอง
                                     และตรวจเอง ไม่ต้องซื้อ แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้
                                      คือการเพิ่มผลผลิตมากกว่าลดต้นทุน



ข้อมูลจาก   http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture&content=100145

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 21, 2008, 03:22:38 PM โดย Mr. kridsana supaso » บันทึกการเข้า
piyawat
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #296 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 05:58:24 PM »


วิธีการช่วยชาวบ้านได้ง่ายที่สุดไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร

คือ จัดทำบัญชีครัวเรือน  เพราะชาวบ้านจะได้รู้ว่าเราใช้จ่ายในแต่ละเดือนมัอะไรบ้าง  จะได้สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้
ได้แนวความดิดจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ที่มา. gotoknow.org/blog/papangkorn/49792 - 53k
บันทึกการเข้า
judith
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #297 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 08:01:16 PM »

นางสาว นภัช สิงหศิริ

513210326-7

SeC. 5

วิทยาการจัดการ การตลาด








แชมพูว่านหางจระเข้ผสมดอกอัญชัญ



ใคร        :            กลุ่มแม่บ้านท่าทราย

ทำอะไร   :            แชมพูว่านหางจระเข้ผสมดอกอัญชัญ          

ที่ไหน     :              169 หมู่ 1 บ้านท่าทราย ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท 17150

อย่างไร   :             เป็นการนำเอาสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผมมาสกัดทำเป็นแชมพูจากสมุนไพรที่หาได้ง่ายๆ และมีประโยชน์โดยตรงกับเส้นผมช่วยให้ผมดกดำมันเงา ผมนุ่ม บำรุงรากผมและหนังศีรษะด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน



เป็นความรู้หรือภูมิปัญญา       :        เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน

ถ้าประเทศไทยนำมาใช้       :  จะเป็นการลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่บำรุงเส้นผมต่างๆๆจากต่างประเทศได้

สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้   :   สมารถมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้นทุนน้อยในการลงทุน และมีใช่เองในครัวเรือนทำให้ลดค่าใช่จ่ายได้




แหล่งที่มา  : http://th.88db.com/th/Services/Post_Detail.page/beauty/beauty_products/?PostID=100185&lang=en-us
บันทึกการเข้า
kanyarat
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #298 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 08:55:12 PM »

กลัยารัตน์  อมรศรีวงษ์
คณะวิทยาการ สาขาการตลาด
513210974-2  sec 4

Who- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3โรงเรียนเลยพิทยาคม
What - กระถางต้นไม้จากเศษกระดาษ
When - พ.ศ. 2547
Where - โรงเรียนเลยพิทยาคม
Why - การน้ำเศษกระดาษที่เหลือใช้นั่นสามารถนำไปรีไซเคิลได้หลายแบบ  แต่ที่ข้าพเจ้าเลือกมานี้เป็นอีก1ทางเลือกที่ข้าพเจ้าก็คิดว่าดีทีเดียว
         คือน้ำเศษกระดาษที่เหลือจากการทำรายงานของนักเรียน จากแบบทดสอส ข้อสอบ เก่าๆ แทนที่จะนำไปเผาทำลายก็นำมาทำเป็นกระถางต้นไม้
        ทำให้เราได้ใช้ความคิดใหม่ๆ รักษาสิ่งแล้วล้อม สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อีกด้วย
How - นำเศษกระดาษมาปั่นให้ละเอียด แล้วบีบเอาน้ำออกพอหมาด ผสมกาวแป้งเปียก แล้วใส่ลงในพิมพ์ จากนั้นเอาออกมาตากแดดให้แห้ง แค่นี้ก็ได้กระถางต้นไม้ที่ได้จากการีไซเคิลที่เราทำเองโดยไม่เสียเงิน 
         พิมพ์ก็ทำจา  ท่อพีวีซี  ตัวกดก็ทำจากหล็กที่ให้พ่อเชื่อมให้

จากประสบการตรงออ่าค่ะ   รูปภาพก็ลบไปหมดแล้วอ่าตะ  พอจะผ่านไหมค่ะ
 
บันทึกการเข้า
taewmk
Newbie
*
กระทู้: 2


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #299 เมื่อ: กันยายน 22, 2008, 07:02:34 PM »

นางสาวกาญจนา  ชมวงศ์
รหัส 513210307-1  sec.4
คณะวิทยาการจัดการ  สาขาการตลาด

ถ่านอัดแท่งจากขี้เลื่อย
ใคร: ผู้มีทุน (อาจเป็นเจ้าของโรงงานเฟอนิเจอร์ หรือ รับซื้อขี้เลื่อยมาจากแหล่งต่างๆ)
อะไร: ถ่านอัดแท่ง
ที่ไหน : โรงงานเล๊กๆ
ทำไม : เป็นการช่วยสร้างอาชีพ ให้คนในพื้นที่มีงานทำไม่ต้องออกไปหางานตามเมืองใหญ่
อย่างไร :
ถ่านจากขี้เลื่อย ที่ผ่านการผลิตด้วยกรรมวิธีอัดร้อน
กรรมวิธีการผลิตอัดร้อน แตกต่างกับกรรมวิธีการผลิตอัดเย็นคือ ไม่มีวัสดุอื่นผสมเพื่อผลิตถ่าน เช่นแป้งมัน โดยกรรมวิธีการผลิตอัดร้อน เราจะใช้ ความร้อนเป็นตัวประสานเนื้อวัสดุ(ขี้เลื่อย)ให้ติดกันเป็นแท่ง จากนั้นนำไป เข้าเตาเผาที่มีคุณภาพสูง จึงได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อส่งมอบให้ลูกค้า และไม่ควรลืมที่จะนำเสนอคุณภาพอันดีของสินค้า
สร้างบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจ และมีคุณภาพด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.charcoal.snmcenter.com/charcoalthai/Line_product.php
(แนวทางดีดีจากผู้ประสบความสำเร็จ) >> การที่จะประสบความสำเร็จต้องไปศึกษาจากกรณีผู้ที่เค้าทำสำเร็จ^^

ตอบคำถามอาจารย์
1.เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี...เป็นความรู้
2.ถ้าหากประเทศไทยนำมาใช้...ก้อมีการนำมาใช้ แล้วเกิดประโยชน์จริง สร้างงาน สร้างรายได้
3.สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้ อย่างไร...เป็นการช่วยลดโลกร้อน คือแทนที่จะไปตัดต้นไม้มาทำถ่าน แต่เรานำเศษไม้มาทำแทน
เป็นการลดทรัพยากรธรรมชาติได้ดี  ชาวบ้านก็จะมีงานทำด้วย
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!