AI Thailand
กรกฎาคม 28, 2014, 11:25:07 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 19 20 [21]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้เพื่อชาวบ้านตาดำๆ  (อ่าน 122939 ครั้ง)
Norapat
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #300 เมื่อ: กันยายน 23, 2008, 02:23:29 AM »

ความรู้ หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่ถ้าหากประเทศของเราเอามาใช้แล้ว จะทำให้ไม่ต้องลงทุนมาก (เช่นฟรี) แล้วจะทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้ หรือเพิ่มรายได้ให้เขาหนึ่งเท่าตัว

ถ้ามีการเอาข้อความของคนอื่นมาเขียน พูดซื่อๆ คือ Copy and Paste โดยไม่มีการเรียบเรียงขึ้นใหม่ ถ้าตรวจพบ จะตัดคะแนนในส่วนของผมจนหมด ไม่ว่าจะทำสอบไล่ได้ดีเพียงใดจะให้คะแนน 0 หมด

เช่นในอินเดียมีการประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์โดยการนำเอายางในรถยนต์มาวางบนพื้น แล้ววางหม้อที่ทาสีดำรอบๆ ใส่ข้าวเข้าไปแล้วเอากระจกมาวางปิด แค่นี้ก็สามารถหุงข้าวโดยไม่ต้องใช้ไฟได้ภายในสองชั่วโมง

พอได้ข่าวมาอย่าลืมใส่ Link มาด้วย
บันทึกการเข้า
Norapat
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #301 เมื่อ: กันยายน 23, 2008, 03:12:17 AM »

นายนรภัทร  บุญสอน
513210327-5
sec.5 MS_MK

วิธีการกำจัดแมลง มด ยุง แมลงสาบ
-เป็นวิธีการกำจัด โดยวิธีธรรมชาติที่วัสดุสามารถหาได้ใน ชุมชน หรือในชีวิตประจำวัน เช่น การปลูกสาระแหน่ไว้รอบบ้าน จะทำให้มดไม่เข้าใกล้ การนำตะไคร้ไปตำเอาน้ำมาทาผิวเพื่อกันยุง การปลูกต้นแก้ว ต้นราตรี ไว้ทางปากประตูหน้าต่างกันยุงได้ อีกทั้งผักที่ปลุกนั้นสามารถนำมารับประทาน ต้นไม่ที่ปลุกก็ให้ความร่มรื่น สวยงาม
นอกจากนี้ ยังทำให้สุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่มีโรคภัยจาก สัตว์จิ๋วๆ เหล่านี้อีก


ทำไมต้องสนใจเรื่อง วิธีการกำจัดยุง แมลงสาบ มด
1.เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก
2.เสียค่าใช้จ่ายในการ ผลิต น้อย
3.ไม่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เนื่องจากยุดนี้นิยมใช้สเปร์ยฉีด หรือสารเคมีอื่นๆ
4.ชาวบ้านนั้น รายได้น้อย วิธีกำจัดโดยวิธีธรรมชาตินี้ จึงคิดว่าเหมาะสมแล้ว

ที่มา:http://www.radompon.com/webboard/index.php?topic=827.msg1032

หมายเหตุ : ไม่มีแหล่งอ้างอิงนะครับอาจารย์ แต่กระผมคิดว่าเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย เข้าใจง่ายสำหรับชาวบ้านตาดำๆ
บันทึกการเข้า
apinun
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #302 เมื่อ: กันยายน 23, 2008, 03:49:43 AM »

นายอภินันท์ โคตรวงค์
คณะวิทยาการจัดการ สาขา การตลาด
513210366-5 sec.4

การปลูกถั่วเหลืองหลังนา

ใคร : ศูนย์สารสนเทศ กรมวิชาการเกษตร

อะไร : การปลูกถั่วเหลืองหลังนา

ที่ไหน : บ้านวิชาการเกษตร  บ้านเหล่ากล้วย ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

ทำไม : เพื่อช่วยทำให้เกษตรกรใช้พื้นที่ทำกินที่มีอยู่อย่างจำกัด มาทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
          และยังทำให้เกษตรกรผลิตพืชผลหลายชนิด เพื่อที่จาได้เป็นที่ต้องการของตลาด

คุณลักษณะดีเด่นของเทคโนโลยี
1. ไม่ต้องไถเตรียมดินทำให้ลดต้นทุนในการผลิต โครงสร้างดินไม่เสียและสามารถปลูกถั่วเหลืองได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นผลดีในแง่การเจริญเติบโตและทำให้ผลผลิตลดความเสี่ยงจากฝนในช่วงเก็บเกี่ยว
2. ไม่ต้องมีการเผาฟางซึ่งเป็นเศษซากพืชที่มีประโยชน์ในการปรับปรุงบำรุงดิน ไม่ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการปลูกโดยทั่วไปของเกษตรกร ซึ่งนิยการเผาฟางก่อนปลูก
3. การกลบฟางทำให้เกิดผลดีในการรักษาความชื้นภายในดินลดจำนวนครั้งของการให้น้ำแก่พืช
4. การกลบฟางทำให้ลดต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเนื่องจากมีปริมาณวัชพืชน้อย อันเป็นผลจากากรกลบของฟาง
5. ทำให้เมล็ดถั่วเหลืองงอกได้ดีขึ้น เนื่องจากเมล็ดที่มีฟางคลุมจะไม่โดนแดดเผามีความชื้นพอสำหรับการงอก จึงมีจำนวนต้นต่อพื้นที่สูงกว่าการปลูกแบบหว่าน ซึ่งเมล็ดไม่มีอะไรมาคลุมทำให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงกว่าด้วย


คำถาม

เป็นความรู้ หรือเทคโนโลยี
- เป็นเทคโนโลยี เนื่องจากการปลูกถั่วเหลืองหลังนา ต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ

ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว จะทำให้ไม่ต้องลงทุนมาก (เช่นฟรี)
- ถ้านำมาปลูกในสภาพที่ทำกินของเกษตรกรในประเทศไทย จะทำให้ใช้พื้นที่อาจจะไม่มีประโยชน์ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
  และเป็นการลงที่ได้ผลผลิตที่คุ้มค่าแก่การลงทุน

เหมาะสมแล้วที่จะทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้ หรือเพิ่มรายได้ให้เขาหนึ่งเท่าตัว
- เหมาะสมอย่างมาก เพราะหลังการที่ทำนาเสดแล้ว พื้นที่นาก้อจาว่างเปล่าปล่อยไว้ก้อจะไม่เกิดประโยชน์ แต่เมื่อนำมาปลูกถั่วเหลือง
  ก้อจะเป็นการทำให้พื่นที่ ที่ว่างเปล่า มาทำให้เกิดประโยชน์ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ได้อย่างมาก

ขอขอบคุน ที่มา : http://www.nrru.ac.th/knowledge/agr006.asp



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 23, 2008, 03:59:07 AM โดย apinun » บันทึกการเข้า
CHALIDA
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #303 เมื่อ: กันยายน 23, 2008, 11:59:35 PM »

นางสาวชลิดา ผู้พัฒน์

คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด

513211077-7 sec.4


เรื่อง: รถเกี่ยวข้าวพันธุ์ใหม่ “ เอ็นจูลี่ช้างไทย 4 แอล - 80 ”

ผู้คิดค้น: บ.เอ็นจูลี่ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ผู้ทดลองใช้: เกษตรกร

ที่ไหน: สำนักงานใหญ่ บ.เอ็นจูลี่ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จก. เลขที่ 1875 สวนลุมไนท์บาซาร์ โซนบี ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330


ทำไม: รถเกี่ยวข้าวแบบผสมผสานที่เกษตรชาวนาไทยต้องใช้ เพราะเป็นเครื่องเก็บเกี่ยวข้าวขนาดเล็กที่ได้มีการศึกษา ออกแบบมาอย่างลงตัว และทดสอบการใช้งานมาเป็นเวลานาน โครงสร้างแข็งแรงทนทาน สวยงาม มีน้ำหนักเบา ใช้งานได้ง่าย สะดวกต่อการดูแลบำรุงรักษา จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรได้
• อุปกรณ์เก็บเกี่ยวครบครันด้วยแท่นตัด เครื่องป้อนฟางข้าว เครื่องนวดข้าว และเครื่องแยกฟางข้าว
• มีที่นั่งขับอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับขี่ควบคุมกลไก ด้วยกลไกลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำ จึงใช้งานได้ง่าย
• เหมาะสมกับพื้นที่นาขนาดเล็ก หรือพื้นที่ภูเขาที่มีดินแข็งและแห้ง อีกทั้งยังใช้งานเก็บเกี่ยวในนาที่มีน้ำได้

ส่วนประกอบ

 รถเกี่ยวข้าวเอ็นจูลี่ช้างไทย  4  แอล - 80  มีส่วนประกอบ 3 ส่วนได้แก่
1.เครื่องยนต์ดีเซลแบบ  อาร์  175  เอ
2.โครงช่วงล่างของรถไถนาเดินตาม  ( จีเอ็น  41  )
3.เครื่องเก็บเกี่ยว  ซึ่งประกอบด้วย  แท่นตัด  เครื่องป้อนฟางข้าว  เครื่องนวดข้าว  และเครื่องแบ่งแยกฟางข้าว

ตอบคำถาม

1.ความรู้หรือเทคโนโลยี?
ตอบ เป็นเทคโนโลยี

2.ถ้าประเทศไทยนำมาใช้ เป็นการลดต้นทุน หรือฟรี?
ตอบ เป็นการลดต้นทุน คือ ลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ เพิ่ม รถเกี่ยวข้าวเอ็นจูลี่ช้างไทย  4  แอล -  80  ช่วยลดความสูญเสียของเมล็ดข้าว  และสิ่งสกปรกเจือปนต่างๆประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยมอีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการฝึกอบรมช่างฝีมือเพื่อให้คำแนะนำในการซ่อม บำรุงดูแลรักษาได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีที่นั่งสำหรับผู้ขับขี่  และกลไกควบคุม  ตลอดจนกลไกลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำ  จึงสะดวกต่อการควบคุมและใช้งาน

3.ช่วยชาวบ้านอย่างไร?
ตอบ   ทำให้ชาวบ้านประหยัดเงิน เวลา และค่าใช้จ่ายต่างๆได้มากขึ้น เพราะ ลดต้นทุนได้ดีมาก

ที่มา: http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00131
บันทึกการเข้า
Sasiwimol
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #304 เมื่อ: กันยายน 24, 2008, 03:55:33 AM »

นส.ศศิวิมล แก้วเกิด
483081141-3
HS-Eng sec.3



เรื่อง  การใช้สารสกัดจากสะเดาเพื่อลดการใช้สารฆ่าแมลง           
         
          สะเดาได้รับความสนใจในการศึกษา และนำสารสกัดจากสะเดามาเป็นยากำจัดแมลงที่เป็นศัตรูพืช
และเกษตรกรบางแห่งยังเตรียมยาฆ่าแมลงจากสะเดา เพื่อใช้ควบคุมแมลงในนาข้าว สวนผัก และสวนผักผลไม้ได้ผลดี
การใช้สารสกัดจากสะเดาเพื่อลดการใช้สารฆ่าแมลงจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ทำให้มีความปลอดภัยต่อชีวิต ของผู้ผลิต
และผู้บริโภค รวมทั้งรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วย


1.เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี
– เป็นเทคโนโลยีในการสกัดสารจากพืชสะเดาเพื่อนำมาใช้ในการกำจัดแมลง รวมถึงนำมาผลิตเป็นยาฆ่าแมลงด้วย

2.ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว จะทำให้ไม่ต้องลงทุนมาก  (เช่นฟรี)
- การนำเอาสารสกัดจากสะเดามาใช้ สามารถช่วยช่วยลดต้นทุนในการทำการเกษตรของเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก
 เพราะเกษตรกรสามารถที่จะเรียนรู้ในการจะสกัดและผลิตยาฆ่าแมลงจากสะเดาได้ด้วยตนเอง  ทำให้ลดค่าใช่จ่ายสำหรับยาฆ่าแมลงไปได้มาก

3.ทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้หรือเพิ่มรายได้ให้เขาหนึ่งเท่าตัว
- เมื่อเกษตรกรสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับยาฆ่าแมลงจากสารเคมีที่มีราคาสูงได้
โดยใช้สารสกัดจากสะเดาแทน  ก็จะทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้ ก็จะทำให้เหลือรายได้มากขึ้น


ข้อมูลจาก
http://ittm.dtam.moph.go.th/data_all/herbs/herbal06.htm
http://www.doae.go.th/LIBRARY/html/detail/Sadao2/Main-Sadao.htm

บันทึกการเข้า
totti
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #305 เมื่อ: กันยายน 25, 2008, 04:48:05 PM »

นายจิตติพงษ์ วงชารี
503110094-8
public health
section 1

 
:ยิ้มเรื่อง รักษาโรคผิวหนัง (กลากและเกลื้อน ) ด้วยต้นตะเพานา ยิงฟันยิ้มรายละเอียด  
ต้นตะเพานานเป็นพืชชนิดหนึ่งเกิดตามท้องนา ต้นเล็กไม่โตมาก ที่ชาวบ้านโนนอุดม อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ส่วนมากนำมาใช้ไล่แมลง มด ปลวก กัน โดยที่ไม่มีใครคิดว่าต้นตะเพานาจะเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการรักษาโรคผิวหนังกลากและเกลื้อน สาเหตุที่รู้ว่าพืชดังกล่าวสามารถรักษาได้ ก้เกิดขึ้นจากความบังเอิญของคุรปู่คนหนึ่งที่เป้นโรคผิวหนัง หายามาทาเท่าไหร่ก็ไม่หาย แล้วก็เกิดเฟหตุบังเอิญในวันหนึ่งที่ปู่ดังกล่าวออกไปตัดหณ้าที่ทุ่งนา ปกติคุรปู่จะไม่ชอบใส่เสื้อในเวลาทำงาน ซึ่งท่านก้ชอบบ่นอยู่เสมอๆว่า คันหลัง เวลานอนก็นอนลำบาก ต้องเกาทั้งคืน ในวันนั้นเองหลานชายของคุณปู่ก็ไปด้วย ด้วยความซนของหลาน หลานชายดังกล่าวเอาใบต้นตะเพานามาถูหลังคุณปู่เล่นแต่คุณปู่ก็ไม่ว่าอะไรหลาน จนถึงช่วงเวลานอนของคคุณปู่ที่ปกติจะนอนลำบาก และมีอาการคันทั้งคืน แต่น่าแปลกที่คืนนั้นอาการคันมีบ้างแต่ก็ไม่มากอย่างที่เคยเป็น คุณปู่เลยสงสัยว่าเป็นเพราะใบตะเพานาที่หลานชายเอามาถูหลังเล่น หลังจากนั้นคุณปู่ก็เลยลองทาใบตะเพานาก่อนนอนทุกวัน ผลคือ คุณปู่หายจากการเป็นโรคกลากและเกลื้อน และอาการคันทั้งหมดก็หายไป
 ยิ้มวิธีการง่ายๆ คือ  นำใบต้นตะเพานา (ชื่อทางการไม่ทราบ) มาตำและโขกจนละเอียดอาจตำรวมกับข่าแล้วนำมาทาให้ทั่วบริเวณที่เป็น
 ยิ้มที่มา ประสบการณ์ตรงของคุณปู่สา วงชารี และชาวบ้านโนนอุดม
บันทึกการเข้า
peerada
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #306 เมื่อ: กันยายน 28, 2008, 12:03:29 PM »

นายพีรพงษ์   ฮาดทักษ์วงค์  รหัส 503110104-1
คณะสาธารณสุขศาสตร์   section. 1


เรื่อง-ทำรังนกขวดขาย.

วิธีการทำ

1.ซื้อเศษ รังนกถุงละ   1  กก.ราคา  500  บาท ขวดใส่รังนกพลาสติก พร้อม ฉลาก และฝา  PACK ละ  150  ขวด  4  PACK   ขวดละ  3.50 บาท  รวม  2,100  บาท   น้ำ ตาล ทราย  ใบเตย......
2.รังนกแช่น้ำ ในหม้อ เบอร์....ไม่รู้ ครับ ใบใหญ่ๆ ที่เขาขายข้าวแกงกัน ใส่น้ำเต็มหม้อ...แช่  1  คืน....เช้ามา รังนกจะกลาย เป็น วุ้น ใสๆ.....กรองผ่านตะแกรง เอาน้ำออกเหลือแต่รังนก...เลือกเศษผงออกให้หมด...3 - 4  ชม.  ก็เลือกหมด..ต้มรังนกในน้ำ 3/4 ของหม้อ..จนเดือด อย่างน้อย 15 นาที....กรอง..พักไว้..พออุ่น..ตักใส่ ขวด ขวดละ 1 ช้อนโต๊ะ..จนหมดพอดี    600  ขวด...จะมีรังนกเหลือด้วย....เก็บไว้  ทำคราวหน้า..
3.ต้มน้ำให้เดือด  อย่างน้อย  15  นาที  เพื่อ ฆ่า คลอลีน..ใส่น้ำตาลทราย...พอหวานที่ต้องการ..ใบเตย..คน..จนละลาย...กรอกน้ำใส่ขวดรังนก ในขณะ ร้อนๆ...ปิดฝา...เก็บใน รังน้ำแข็ง ทันที...นี่คือการ พลาสเจอร์ไรท์...แบบ ชาวบ้าน...วันอาทิตย์..ออกขาย ตามร้านค้าทั่วไป..ปั๊มน้ำมันทั่วไป..ส่งขวดละ  8  บาท  ร้านขายปลีก ขายต่อ  10  บาท..


ตอบคำถาม

1.เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี
-ความรู้
2.ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว จะทำให้ไม่ต้องลงทุนมาก  (เช่นฟรี)
-เป็นการลดต้นทุนอย่างมาก เพราะแทนที่จะซื้อรังนกแพงๆ มาทาน ก้หันมาซื้อ
  รังนกที่ถูกแสนถูก และที่สำคัญ เป็นการช่วยชาวบ้านตาดำๆๆๆๆ ด้วย

3.ทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้หรือเพิ่มรายได้ให้เขาหนึ่งเท่าตัว
-ลดต้นทุนอย่างมหาศาล และเพิ่มรายได้ เพราะลงทุน  ประมาณ   2,800  บาท  ขายได้  4,800  บาท  กำไร  2,000  บาท

ที่มา -http://www.google.co.th/
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 19 20 [21]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!