นส. หทัยชนก สุวรรณธรรมมา
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด
513211010-9 sec.5
ใคร : นางนิตยา บุญทิม
ทำอะไร : น้ำปู หรือ น้ำปู๋
ที่ไหน : ตำบลถืมตอง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
ทำไม : เนื่องจากในแต่ละปี ช่วงฤดูทำนาที่น้ำหลาก จะมีปูมากัดกินทำลายต้นข้าวเป็นจำนวนมาก ถือเป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง
ดังนั้น ชาวบ้านจึงได้คิดหาวิธีกำจัดปู และในแต่ะครั้งก็จะสามารถจับปูได้เป็นจำนวนมาก จึงได้นำปูเหล่านี้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป
อย่างไร : น้ำปูหรือทางภาคเหนือเรียกว่าน้ำปู๋ ทำจากปูนาที่นำมาตำกรองเอาแต่น้ำ เคี้ยวจนเหนียวเป็นสีดำ ใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด
น้ำปู หรือ น้ำปู๋ เป็นอาหารที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านในภาคเหนือ น้ำปูนั้นเป็นอาหารที่เกิดจากการถนอมอาหารเพื่อเก็บไว้กินเป็นเวลาเเรมปี
นอกจากที่ชาวบ้านจะทำไว้กินเองเเล้วยังนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกด้วย น้ำปูที่มีชื่อเสียง ได้เเก่ น้ำปูที่ทำที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปางเเละน้ำปูที่มาจาก
จังหวัดพะเยาว์ การทำน้ำปูนั้นไม่มีขั้นตอนใดที่ยุ่งยากเเต่ต้องอาศัยความอดทนเเละเพียรพยายามของผู้ที่ทำอย่างสูง
การทำน้ำปูในขั้นเเรกนั้นต้องมีปูนาเป็นจำนวนมากเสียก่อน (จำนวนหลายกิโลกรัม) หากต้องการน้ำปู 1 กิโลกรัมก็ต้องใช้ปูนา ประมาณ 6-7 กิโลกรัม
ปูนาที่ใช้ทำนั้นได้มาโดยการจับปูนาในท้องนา โดยชาวบ้านมักจะไปจับปูในวันที่มีเเดดจัดเเละอากาศร้อน เพราะจะมีปูนาจำนวนมากที่หลบหนีความร้อนจากน้ำในนา
ขึ้นมาเดินบนคันนา ปรากฎการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านสามารถจับปูจำนวนมากได้ง่ายขึ้น เเต่บางทีความเชื่อเช่นนี้ก็อาจมีข้อผิดพลาดได้เหมือนกัน หากปีใดมีอากาศวิปริต
ผิดฤดูกาลเเล้วชาวบ้านต้องจับปูโดยการใช้สวิงช้อนปูจากในนา การจับปูนั้นมักทำกันในช่วงที่ชาวนาเริ่มไถนาเพื่อที่จะดำนา ส่วนใหญ่มักอยู่ระหว่างเดือน กรกฎาคม ถึง
เดือนกันยายน ช่วงนี้เป็นระยะที่ปูเจริญเติบโตได้ที่พอเหมาะ จากนั้นนำปูที่ได้มาเเช่น้ำเพื่อให้ปูคายสิ่งสกปรกออกเเละล้างด้วยน้ำซ้ำหลายๆ ครั้งเพื่อให้ปูสะอาดขึ้น
นำปูที่ได้ไปตำในครกที่เรียกว่าครกมอง ใส่ใบฝรั่ง ใบตะไคร้ หรือใบข่า ตำส่วนผสมทั้งหมดให้ละเอียดเเละนำมากรองลงในหม้อดิน หลังจากที่กรองเสร็จนำกากปูที่
ได้มาตำซ้ำอีก 2 ถึง 3 ครั้งเเล้วกรองลงในหม้อดิน ช่วงนี้เรียกว่าน้ำปูที่ได้ว่าน้ำปูดิบ ชาวบ้านมักเอาใบตองหรือผ้าขาวบางมามัดปากหม้อไว้เพื่อกันไม่ให้แมลงหรือสัตว์เล็กๆ
เข้าไปในหม้อ หมักน้ำปูทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้น้ำปูมีกลิ่นเเละรสชาดที่ดีขึ้น เมื่อครบ 1 คืนเเล้วนำน้ำปูมาเคี่ยวซึ่งการเคี่ยวน้ำปูนั้นต้องทำกันในทุ่งนา เช่น กระท่อมกลางนาที่
อยู่ห่างไกลผู้คนเพราะน้ำปูนั้นมีกลิ่นที่แรงมาก ชาวบ้านจะเคี่ยวน้ำปูโดยใช้ฟืนซึ่งในขั้นเเรกของการเคี่ยวนั้นจะใช้ไฟเเรงก่อนเเละค่อยๆ ลดไฟลง คนทำต้องหมั่นคนอยู่เสมอ
มิฉะนั้นจะทำให้น้ำปูล้นหม้อ เมื่อเคี่ยวจนน้ำปูเกือบแห้งเเล้วก็จะเติมเกลือเล็กน้อย หากต้องการทำเป็นน้ำปูปรุงรสก็จะเติมเครื่องผสมชนิดอื่นๆ เช่น พริกป่น หัวหอมคั่ว
กระเทียมคั่ว อาจมีการใส่ผงชูรสเพื่อทำให้น้ำปูที่ได้นั้นมีรสชาดอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อน้ำปูแห้งจะจับกันเป็นก้อนสีดำ ชาวบ้านจะนำมาใส่ ออม หรือกระปุกซึ่งมีหน้าตาเหมือน
กระปุกของกะปิ นำมาปิดฝาให้เเน่นเเล้วเก็บไว้บริโภคตลอดทั้งปี การทำน้ำปูในเเต่ละท้องถิ่นนั้นมีสิ่งที่เเตกต่างกัน เช่น การเลือกใช้สมุนไพรต่างชนิดมาทำน้ำปู เช่นใบตะไคร้
ใบขมิ้นใบข่า หรือใบฝรั่ง เพระฉะนั้นสูตรในการทำน้ำปูจึงไม่ค่อยตายตัวนัก
เป็นความรู้หรือภูมิปัญญา : เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน
ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว : เป็นการประหยัดรายได้ในส่วนของเครื่องบริโภค อีกทั้งอาชีพหลักของคนไทยคืออาชีพชาวนา ซึ่งย่อมต้องเจอกับปัญหาเกี่ยวกับปู
หากกำจัดทิ้งเฉยๆโดยไม่นำมาก่อให้เกิดประโยชน์ก็เป็นการเสียเปล่า นอกจากมีผลิตภัณฑ์ไว้รับประทานเอง อาจจะเป็นการเพิ่มรายได้เสริมได้อีกด้วย
สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้อย่างไร : หากมีการผลิตเครื่องปรุงอาหารในครัวเรือนได้เอง ก็ถือเป็นการประหยัดได้อีกทางหนึ่ง
กลาวคือ เงินที่จะต้องนำไปซื้อของเหล่านี้ก็สามารถนำไปซื้ออย่างอื่นแทนได้ นับว่าเป็นการลดต้นทุนการดำเนินชีวิตได้อย่างแท้จริง
ที่มา :
http://kanchanapisek.or.th/kp8/culture/nan/nan514.htmlwww.ist.cmu.ac.th/riseat/nl/2003/12/02.php - 23k