AI Thailand
สิงหาคม 20, 2014, 05:41:47 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้เพื่อชาวบ้านตาดำๆ  (อ่าน 124384 ครั้ง)
Janjira
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #270 เมื่อ: กันยายน 12, 2008, 07:03:55 PM »

นางสาวจันทร์จิรา คงเจริญ

503080538-3 

Section : 3


ข้าวฟ่างหวาน พืชอาหารสัตว์แนวใหม่
     รศ.ดร.กฤตพล สมมาตย์ และ รศ. ดร.ประสิทธิ์ ใจศิล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาและค้นพบว่า ต้นข้าวฟ่างหวานนั้นมีคุณค่าทาง
โภชนาการและความสามารถในการย่อยใกล้เคียงกลับต้นข้าวโพดหมักที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเป็นอาหารโคเนื้อและโคนมเป็นอย่างยิ่ง
ข้าวฟ่างหวานเป็นพืชที่ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูงเหมาะกับสภาพภูมิอากาศประเทศไทย


1. เป็นความรู้หรือเทคโนโลยี : เป็นความรู้ที่ค้นพบใหม่โดยการศึกษา วิจัย

2. ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว : ในต่างประเทศนั้นมีการ ปลูกต้นข้าวฟ่างหวานเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์อยู่แล้ว หากประเทศไทยนำมาใช้ก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนการ
ผลิตอาหารสัตว์ เพราะข้าวฟ่างหวานสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในเมืองไทย

3. สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้อย่างไร : ช่วยให้เกษตรผู้ที่เลี้ยงโคนมและโคขุน ลดตุ้นทุนในกานซื้อวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์
เพราะข้าวฟ่างหวานนั้นเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนต่อความแห้งแล้ง เหมาะกับพื้นที่ประเทศไทย และยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเป็นอาหารโคนมและโคขุนอีกด้วย

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=hoonvi&date=09-11-2007&group=8&gblog=53
บันทึกการเข้า
printzez
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #271 เมื่อ: กันยายน 15, 2008, 04:00:51 PM »

นางสาวณัฐจรีย์ ไทยนันทน์                  
ID:503080547-2  section:3     
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์     
สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2       
++++++++++++++++++++++++

"รถกังหันลม" ของเล่นไทยๆไม่ใช้แบตเตอรี่

ใครคิด:    บรรพบุรุษของเราซึ่งก็คือคนไทยสมัยก่อนนั่นเอง

ทำอะไร:   ประดิษฐ์ของเล่นที่เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่หรือที่พวกเราเรียกกันว่า "ถ่าน" และวัสดุที่นำมาทำนั้นเป็นของที่หาได้ง่ายๆ และมีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น

ที่ไหน:     ที่บ้านหรือสถานที่ที่สะดวก

อย่างไร:    รถกังหันลมนั้นทำได้ง่ายๆ โดยการนำกระดาษแข็งที่เหลือใช้ (จะซื้อใหม่ก็ไม่ว่า) มาประกอบเป็นรูปรถ (ถ้าใครมีความคิดดีๆจะนำวัสดุอื่นมาทำก็ได้ แต่ที่สำคัญคือต้องมีน้ำหนักเบา) แล้วติดตั้งกังหันลมอย่างง่ายเหมือนในรูปเข้าไปที่ท้ายรถก็เป็นอันเสร็จแล้วค่ะ หลักการที่ทำให้รถเคลื่อนที่ก็คือการหมุนของกังหันลมนี่เอง คล้ายๆเวลาเราเปิดพัดลมไงคะมันจะมีลมออกมาใช่มั้ย และด้วยแรงผลักของเจ้าลมตัวนี่เอง ที่สามารถทำให้วัตถุเบาๆเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ (นอกจากว่าเอากังหันไปติดข้างหน้ารถ มันก็จะถอยหลังเอานะเจ้าคะ)


เหตุผลที่เลือกเรื่องนี้:
เพราะเป็นความรู้ที่มีมาแต่ดั้งเดิม แต่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้ร่วมสมัยได้ ดูภายนอกอาจไม่น่าสนใจ เพราะบางคนอาจจะบอกว่า "มันวิ่งได้้ก็จริง แต่วิ่งได้แค่เบาๆ ระยะก็ใกล้ บังคับทิศทางก็ไม่ได้" จริงค่ะ อันนี้ไม่เถียงแต่ว่าคิดดูนะคะ ชาวบ้านที่วันๆต้องทำงานตัวเป็นเกลียวแต่ได้ค่าแรงนิดเดียวแล้วจะเอาเงินไปซื้อของเล่นแพงๆให้ลูกมันก็คงไม่ได้ใช่มั้ยคะ รถกังหันลมจึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งเพราะมีต้นทุนในการประดิษฐ์ต่ำ แต่ก็สามารถสร้างความสนุกสนานให้กับเด็กๆได้


การทำให้ชาวบ้านลดต้นทุนในการใช้ชีวิต และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง:  เรื่องนี้เผินๆอาจจะไม่ค่อยเข้าข่ายสามารถลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านได้ แต่ความจริงสามารถเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านได้ค่ะ!! ยังไงหรอ ก็ประยุกต์สิคะด้วยการประยุกต์ทำรูปร่างหน้าตาของรถให้ดีกว่านี้ ทำให้มันมีเอกลักษณ์แบบไทยๆ เข้าไปก็สามารถนำไปขายเป็นของที่ระลึกได้  ไม่งั้นก็ประดิษฐ์เล่นกันเองในครัวเรือน ก็จะเป็นการประหยัด และช่วยลดต้นทุนในการใช้ชีวิตด้านการเลี้ยงดูบุตรยังไงละคะ
อ้อ! และอีกอย่างคือ ไม่ใช้แบตเตอรี่ หรือถ่านนี่ละ่ค่ะ "แบตเตอรี่เป็นพลังงานเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะหาซื้อได้ง่าย มีราคาไม่แพง แต่แบตเตอรี่ทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ด้วยปริมาณการบริโภคที่สูง หากไม่มีวิธีการกำจัดขยะแบตเตอรี่ที่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อมนุษย์ จากสารอันตรายต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของแบตเตอรี่ เช่น ตะกั่ว แคดเมี่ยม ลิเที่ยม โคบอลต์ ฯลฯ ซึ่งเป็นพิษต่อทางเดินหายใจและระบบประสาท" เห็นมั้ยคะ ว่านอกจากจะประหยัดตังซื้อถ่านแล้ว ยังช่วยลดมลภาวะที่จะเกิดขึ้นจากการกำจัดขยะแบตเตอรี่ได้ด้วยนะคะ  (โลกร้อนๆต้องช่วยกันหน่อย อิอิ)

credit คร่าา ลืมๆ :http://www.2how.com/contest/topic.php?id=28


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2008, 11:10:16 PM โดย printzez » บันทึกการเข้า
DewZ
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #272 เมื่อ: กันยายน 16, 2008, 12:34:13 AM »



น.ส.  จารุวรรณ  เนื่องแก้ว

รหัส 513210976-8 sec 5

คณะ วิทยาการจัดการ  สาขา  การตลาด




ใคร   :  ลุงจวน  ผลเกิด





ทำอะไร  :  การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานและปลอดสารพิษ

ที่ไหน  :  หมู่ 3 ต.โพธิ์ไทรงาม กิ่ง อ. บึงนาราง จ.พิจิตร

เมื่อไหร่  :   ในปี พ.ศ. 2544

อย่างไร :  

ช่วงแรกได้ทำการขุดแปลงปลูกผักนานาชนิดขาย เพื่อนำเงินมาเป็นต้นทุน รวมทั้งทุนที่เอามาจากแม่บ้านด้วยส่วนหนึ่ง พอได้ทุนมาแล้ว ก็เริ่มขุดหลุมเพื่อปลูกพืชผลกินได้ ซึ่งมีพืชผลหลายอย่างที่ลุงจวนปลูกขึ้น เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง ละมุด สละ  สะระแหน่ พริก เป็นต้น โดยพืชที่ปลูกมากที่สุดก็คือส้มโอ เพราะปลูกง่าย ดูแลง่าย ให้ผลผลิตดี และราคาก็ดีด้วยเทคนิคการปลูกพืชของลุงจวน


ช่วงที่สอง  ต้องรู้จักการวิเคราะห์ดินว่าที่ดินส่วนไหนเหมาะแก่การปลูกพืชชนิดใด จากนั้นก็ลงมือขุดแปลงหรือหลุมสำหรับใช้ในการปลูก โดยมีเทคนิคที่สำคัญก็คือ ให้เอาหน้าดินส่วนบนสุดลงไปอยู่ข้างล่าง และเอาดินที่อยู่ข้างล่างขึ้นมาไว้ด้านบน ทั้งนี้เพราะว่าหน้าดินชั้นบนสุดจะอุดมไปด้วยปุ๋ยหรือสารอาหารที่พืชต้องการ เมื่อปลูกพืชลงไปแล้ว พืชจะสามารถดูดสารอาหาร เหล่านั้นได้ทันที ทำให้พืชเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว ยิ่งถ้าหากนำปุ๋ยหมักชีวภาพมาผสมกับดินตอนปลูกด้วย จะยิ่งทำให้พืชเติบโตเร็วและให้ผลผลิตเพิ่มมากยิ่งขึ้น


ช่วงที่สาม  ปัญหาแมลงนานาชนิดมากัดกินและทำลายพืชผล ทำให้พืชผลได้รับความเสียหาย หลายคนต้องนำยากำจัดแมลงมาใช้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย  แต่สำหรับลุงจวนแล้ว วิธีการจัดการกับศัตรูพืชที่ดีที่สุด ก็คือ การกำจัดโดยใช้สารสกัดชีวภาพที่ทำจากพืชสมุนไพรในท้องถิ่น โดยจะสังเกตดูว่าพืชชนิดใดบ้างที่มีกลิ่นแรงและ แมลงไม่ชอบกัดกิน จากนั้นก็นำเอาพืชหรือสมุนไพรเหล่านั้นมาหมักไว้ เพื่อสกัดเป็นสารปราบศัตรูพืชต่อไป  เทคนิคการจัดการแมลงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของลุงจวน ก็คือ การทำกับดักแมลงวันทอง โดยการนำเอาขวดน้ำอัดลมหรือขวดน้ำดื่มพลาสติกขนาด 1 ลิตร มาเจาะให้เป็นรูเล็กๆ รอบขวด 4-5 รู แล้วนำเอาใบกระเพรามาตำให้ละเอียดแล้วใส่ไว้ในขวด จากนั้นก็นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ผลต่างๆ

นอกจากการปลูกพืชผลแล้ว ลุงจวนก็ยังได้สร้างบ่อเลี้ยงปลาหลายชนิด






ตอบคำถามอาจารย์


1. เป็นความรู้

2. การทำการเกษตรกรรมแบบผสมผสานและปลอดสารพิษนั้นสามารถทำได้ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อย  ไม่ต้องลงทุนมากแต่มีร้ายได้ตลอดทั้งปี  อีกทั้งยังทำให้ผู้ที่รับประทานมีสุขภาพแข็งแรงเนื่องจากผลผลิตปลอดสารพิษและสอดคล้องกับพระราชดำรัช  เศรษฐกิจพอเพียง

3.  การทำการเกษตรกรรมแบบผสมผสานและปลอดสารพิษสามารถช่วยให้ชาวบ้านลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้  เพราะการทำเกษตรกรรมแบบผสมพสานและปลอดสารพิษมีผลผลิตทั้งปีที่สามารถนำมาบริโภคได้โดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อ  และ ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านจากการเก็บผลผลิตที่ได้นำออกจำหน่าย  ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี




แหล่งที่มา  :  http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=2306&Itemid=98
บันทึกการเข้า
Emily
Newbie
*
กระทู้: 2


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #273 เมื่อ: กันยายน 16, 2008, 06:02:00 PM »

นางสาว  สุมิตา  สุขสุวรรณ
513210363-1 sec 5
คณะวิทยาการจัดการ  สาขา การตลาด


ใคร  ป้าสมหมาย  ดีด้วยชาติ

ทำอะไร  ทองม้วน

ที่ไหน 135 หมู่ 4 ตำบลก้านเหลือง  อำเภอ นาวรอง  จังหวัด  บุรีรัมย์

อย่างไร
  การทำทองม้วนต้องใช้เวลาในการทำทั้งวันถึงจะได้มาในปริมาณที่ขายแล้วไม่ขาดทุน  และป้าสมหมายใช้แก๊สหุงต้มในการทำทองม้วนจึงทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ ใช้ทุนมากและบางครั้งแก๊สก็หมดซึ่งต้องรอร้านแก๊สมาส่งและร้านแก๊สก็อยู่ห่างจากบ้านป้าสมหมายประมาณสิบห้ากิโลเมตรทำให้ต้องรอเป็นเวลานาน เสียเวลาในการทำจึงทำให้ขาดทุนในบางครั้ง

วิธีแก้ปัญหา
  ปัจจุบันป้าสมหมายหันมาใช้ถ่านที่ม่จากการนำไม้มาเผา  ทำให้ประหยัดต้นทุนไม่ต้องซื้อแก๊สหุงต้มแต่ใช้ถ่านแทน  และไม่เสียเวลารอนานเพราะมีการเผาถ่านใช้กันเองภายในหมู่บ้าน  และการซื้อถ่านจากคนในหมู่บ้านเดียวกันก็ได้ในราคาคนรู้จักและยังช่วยกันในเรื่องการประกอบอาชีพอีกด้วย

ที่มา
http://www.mapculture.org/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=754&Itemid=58
http://www.archeep.com/bakery/tongmun.htm
บันทึกการเข้า
aounfon
Newbie
*
กระทู้: 6


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #274 เมื่อ: กันยายน 16, 2008, 07:54:37 PM »

น.ส.ทิวาวรรณ จันทร์หล้า
คณะวิทยาการจัดการ สาขา การตลาด
513210320-9 section 5

             
                                                                        ลดต้นทุน เพิ่มรายได้
ใคร : นายจรัส โยธา

ทำอะไร : การทำนา

เมื่อไร : ในปี 2540

อย่างไร :

        หลังจากที่ประสบปัญหาในการปลูกข้าว เนื่องจากราคาข้าวตกต่ำ ไม่คุ้มต้นทุน เนื่องจากต้นทุนในการทำนานั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง
ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ หนำซ้ำชาวนาบางคนยังต้องเช่าที่ในการทำนาอีก ทำให้ได้ไม่คุ้มเสีย
นายจรัส โยธา ซึ่งเป็นประธานเครือข่ายเกษตรยั่งยืน ในจังหวัดอุทัยธานี ได้แก้ปัญหาโดยการหันมาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ที่คิดค้นขึ้นมาเอง โดยปุ๋ยหมักชีวภาพนี้
ได้มาจากการผสมน้ำมะพร้าว สัปปะรด น้ำตาล ยีสต์หรือแหนม 2 ลิตรต่อนา 1 ไร่ โดยที่ไม่ต้องเผาฟาง แล้วจึงเขี่ยฟางให้กระจายทั่วนาแล้วเปิดน้ำเข้าแช่ให้ฟางเปียก
หลังจากนั้นจึงใช้น้ำหมักสูตรย่อยสลาย ปะพรมให้ทั่วนาแล้วจึงใช้ขลุบตีย่อฟางให้จมน้ำทิ้งไว้ 10-15 วัน
จึงนำคราดมาคราดฟางจะป่นเป็นดิน หลังจากนั้นจึงเพิ่มอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารของพืช
   
          หลังจากนั้นเมื่อข้าวมีอายุระหว่าง 3-7 วัน ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรย่อยสลายเข้มข้น 1,500 cc ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นคุมฆ่าหญ้า ได้ 3 วัน เปิดน้ำเข้านาพอท่วมหญ้า หญ้าหรือวัชพืชจะตายซึ่งไม่ต่างกับใช้สารเคมี

          และเมื่อเปิดน้ำเข้านาแล้วได้ 10 วัน ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพอีกสูตรนึง คือ สูตร 1 อัตรา 1,000 cc ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทุก 10 วัน สลับกับสูตรขับไล่แมลง  และเมื่อข้าวอายุได้ 60 วัน ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำหมักชีวภาพ สูตร 3 ฉีดพ่นอัตรา 1,000 cc ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อเร่งการออกดอกให้ข้าวออกพร้อมกัน  หลังจากข้าวออกรวงและตากเกสรแล้วให้ฉีดน้ำหมักชีวภาพสูตร 3 อัตรา 500-1,000 cc ต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วจะทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น อีกทั้งยังมีความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

          นอกจากนี้การทำปุ๋ยหมักชีวภาพยังมิได้มีเพียงวิธีเดียว แต่ยังมีอีกหลายสูตร และวัสดุที่ใช้ทำยังเป็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา และหาได้ไม่ยากเลย


1.) เป็นความรู้ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

2.) หากประเทศไทยนำมาใช้ จะทำให้เกิดผลผลิตมากขึ้น เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยที่มีผลกำไรน้อยลงทุกวัน

3.) ทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนการผลิตลงได้ คือ การที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร ไม่ต้องไปหาซื้อปุ๋ย และยาฆ่าแมลงที่จะทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น
นอกจากนี้ยังถือเป็นการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอีกด้วย

แหล่งที่มา :

http://www.dmx-tech.com/index.php?name=News&file=article&sid=2
http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=2305&Itemid=98


บันทึกการเข้า
Sasivipa
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #275 เมื่อ: กันยายน 16, 2008, 08:37:19 PM »

น.ส.ศศิวิภา  กิ่งแก้ว
513211005-2
Sec 5
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด ชั้นปีที่ 1



โอ่งดินประหยัดพลังงาน

ใคร :  น.ส. ฐิติพร ถนัดค้า,  น.ส. อรุณี วิชัยศร  และ น.ส. อชิรญา รัตนพันธ์
ทำอะไร : โอ่งดินประหยัดพลังงาน (อุปกรณ์เก็บความสดของผักผลไม้แทนตู้เย็น)
ที่ไหน : โรงเรียนสตรีศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด
อย่างไร: เป็นการทำโอ่งดินประหยัดพลังงาน ที่มีแนวคิดมาจากการที่ต้องการประหยัดพลังงานในการแช่ผักสดแทนตู้เย็น สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการนำโอ่งดิน 2 ขนาดคือ โอ่งขนาดใหญ่ และโอ่งขนาด ใส่ทรายสะอาดในโอ่งใบใหญ่ประมาณ 10 ลิตร เกลี่ยให้เสมอกันใส่โอ่งดินใบเล็กลงไปให้อยู่ตรงกลาง เติมทรายในช่องว่างระหว่างโอ่งทั้งสองใบให้ถึงขอบบนของโอ่งใบเล็ก เติมน้ำลงไปในดินทรายให้ชุ่มพอสมควร แล้วนำผักชนิดต่างๆที่ต้องการแช่ ใส่ในโอ่งดินใบเล็ก ซึ่งสามารถเก็บความสดของผักไว้ได้มีสภาพที่ใกล้เคียงกับการเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 3 วัน จึงใช้เป็นที่เก็บรักษาความสดของผักแทนตู้เย็น สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 90 - 240 จูลต่อวินาที หรือประมาณ 5 – 6 บาท / วัน / 1 ตู้เย็น โอ่งดินนี้จึงสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ประหยดพลังงานได้ดียิ่ง


เป็นความรู้หรือภูมิปัญญา : เป็นความรู้ เพราะมีการศึกษา และทดลองปฏิบัติ เป็นอย่างดี

ถ้าประเทศไทยนำมาใช้ เป็นการลดต้นทุน หรือฟรี : เป็นการลดต้นทุน เพราะถ้าประเทศไทยมีการนำมาใช้เป็นจำนวนมาก จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก

เหมาะสมแล้วที่จะทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้ หรือเพิ่มรายได้ให้เขาหนึ่งเท่าตัว : เป็นการลดต้นในการใช้ชีวิตของชาวบ้านตาดำๆได้ดี  เพราะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าในการแช่ผัก ผลไม้ได้ถึง 5-6บาทต่อวันต่อหนึ่งตู้เย็น 1 เดือนก็ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึงประมาณ 150-180 บาท สามารถลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้  โดยเฉพาะร้านอาหารบางแห่งที่ต้องแช่ผักทีละมากๆในตู้เย็นใหญ่ๆทำให้สินเปลืองไฟฟ้าเป็นอย่างมาก ถ้านำเอาโอ่งแดงประหยัดพลังงานนี้มาใช้แทนก็จะลดต้นทุนลงได้เป็นอย่างมาก


http://www.energy.go.th/th/childrenCornerProjectDetail.asp?id=8
บันทึกการเข้า
toktak
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #276 เมื่อ: กันยายน 16, 2008, 10:49:51 PM »

นางสาววราภรณ์   ไชยบุบผา
513211078-5
คณะวิทยาการจัดการ
สาขาการตลาด
Who : คุณตา สงวน  บุญนำ

What : กระติ๊บข้าวพลังงานความร้อน

When : พ.ศ. 2548

Where : 352 บ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

Why  การทาสีดำบนแผ่นเหล็กทำให้แผ่นเหล็กสีดำดูดความร้อนทำให้ข้าวในกระติ๊บข้าวร้อนอยู่ตลอดเวลา
        -รักษาสิ่งแวดล้อม
        -ประหยัดพลังงาน
       

How :  โดยการนำเอาแผ่นเหล็กบางมาทาสีดำและนำไปวางเป็นตัวขั้นกลางระหว่างการสานกระตี๊บข้าวโดยวางไว้ส่วนบนของกระติ๊บ
ที่มา
http://www.isangate.com/local/kratib_kao_01.html
http://www.kutcudon.ac.th/index.php?option=com_frontpage&Itemid=1
1.)   เป็นความรู้ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

2.) หากประชาชนนำใช้จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดพลังงาน

3.) หลังจากที่แกต้องอุ่นข้าวเหนียววันละสองครั้งต่อวันแต่พอแกมาใช้วิธีนี้แก่เพียงแค่เอาไปวางตากแดดข้าวของแกก็ร้อนตลอดเวลา
บันทึกการเข้า
Weerayuth
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด
« ตอบ #277 เมื่อ: กันยายน 17, 2008, 01:11:10 AM »

นายวีระยุทธ ศิริธนนันท์
513210354-2
คณะวิทยาการจัดการ
การตลาด

ใคร คุณยายประไพศรี พงษ์พัฒน์ และคุณตาเวียต พงษ์พัฒน์

ทำอะไร ส้มปลาโด

ที่ไหน อยู่บ้านเลขที่ ๕๕/๑ หมู่ ๕ ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

ทำไม  เพื่อสร้างคุณค่าและเพื่อเพิ่มรายได้

วิธีทำ นำเนื้อปลามาล้างให้สะอาดที่สุด แล้วเอาไม้กระดานทับเนื้อปลาให้น้ำออกจากเนื้อปลา จากนั้นทำให้เนื้อปลาละเอียด (ผสมกับก่อนใช้

มีดสับจนละเอียด แต่สมัยนี้ใช้เครื่องบด จนละเอียด) แล้วนวดให้เข้ากับเครื่องปรุง แล้วปั้นเป็นก้อนห่อด้วยใบตอง

ที่มา  http://kanchanapisek.or.th/kp8/nkp/nkp501a.html


บันทึกการเข้า
chayanee
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #278 เมื่อ: กันยายน 17, 2008, 03:41:27 PM »

น.ส.ชญานี รอดสมบูรณ์
513210978-4
Sec 5
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด ชั้นปีที่ 1

 
                                          น้ำส้มควันไม้ ภูมิปัญญาชาวบ้านสร้างสารอินทรีย์


ใคร : นายเชิด พันธ์เพ็ง

ทำอะไร : น้ำส้มควันไม้ ภูมิปัญญาชาวบ้านสร้างสารอินทรีย์

ที่ไหน : อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

อย่างไร : ขั้นตอนในการทำน้ำส้มควันไม้ เริ่มจากก่ออิฐบล็อก กว้างและสูงประมาณ 1.5 เมตร และยาวประมาณ 2 เมตร นำถังน้ำมัน 200 ลิตรที่ตัดปากให้กว้างและเจาะปลายถังให้เท่ากับกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาวางแล้วใส่ตะแกรง นำไม้ที่จะเผาใส่ลงไปในถังแล้วติดไฟจนคิดว่าเตาติดแล้วจึงปิดปากเตาพอประมาณฝ่ามือเพื่อปล่อยอากาศเข้าไป เมื่อดูแล้วควันเป็นสีน้ำตาลจึงนำไม้ไผ่ไปครอบไว้กับท้ายเตาเผาที่มีปล่องเจาะไว้เพื่อจะให้อากาศออก เมื่อความร้อนที่เผาไหม้ลอยออกทางปลายไม้ไผ่กระทบกับความเย็นรวมตัวกันเป็นหยดน้ำแล้วทิ้งไว้จนเตาเผาดับใช้เวลาประมาณ 24ชั่วโมง ก็จะได้น้ำส้มควันไม้ โดยเตาหนึ่งจะได้น้ำส้มควันไม้ประมาณ 5 ลิตร นำมาทิ้งไว้ให้ตกตะกอนประมาณ 3 เดือน จึงนำออกมาทดลองใช้ ส่วนถ่านที่ได้ก็สามารถนำไปขายถือว่าได้กำไรสองต่อ


เป็นความรู้หรือภูมิปัญญา : ความรู้ เพราะเป็นการศึกษา และวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร

ถ้าประเทศไทยนำมาใช้ เป็นการลดต้นทุน หรือฟรี : ลดต้นทุน การไปดูงานที่ ม.นเรศวร ทำให้ชาวบ้านเห็นทางออกที่จะนำ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรม พยายามให้ชาวบ้านหันกลับมาใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เหมาะสมแล้วที่จะทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ลดต้นทุนในการใช้ชีวิตลงได้ หรือเพิ่มรายได้ให้เขาหนึ่งเท่าตัว

ที่มา http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1323&Itemid=98
บันทึกการเข้า
Jirayu
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #279 เมื่อ: กันยายน 17, 2008, 04:24:29 PM »

นายจิรายุ  คงสืบชาติ
513210312-8  sec 5
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด
       
     น้ำปุ๋ยชีวภาพจากผักและหอยเชอรี่

ใคร : นายกิตติพงศ์ วิธินโรจน์จรัล บ้านเลขที่ 480/2 หมู่ 4 ตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
ทำอะไร : น้ำปุ๋ยชีวภาพจากผักและหอยเชอรี่
ที่ไหน : จังหวัดสุพรรณบุรี
ทำไม : จังหวัดสุพรรณบุรี มีการทำเกษตรกรรมเยอะ จึงเหนปัญหาการใช้สารเคมี จึงทำน้ำปุ๋ยชีวภาพตัวนี้ขึ้น เพื่อลดการใช้สารเคมี
อย่างไร : นำผักและผลไม้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำหอยเชอรี่มาทุบ แล้วนำผัก ผลไม้ หอยเชอรี่ มาคลุกเคล้ากัน ผสมน้ำตาลโมลาสและหัวเชื้อ น้ำมะพร้าว ยาคูลท์ รำละเอียด ผสมให้เข้ากัน นำไปใส่ถังหมัก อัดให้แน่น วางทับด้วยตะแกรงและหินทับบน เพื่อไม่ให้ส่วนผสมลอยน้ำ หมักนาน 30 วัน จึงนำมาใช้

เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน
เป็ดการลดต้นทุนการซื้อสารเคมี และให้ชาวบ้านใช้สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์
เหมาะสมแล้วที่จะทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ลดต้นทุน ไม่ต้องลงทุนมาก วัตถุดิบหาได้ทั่วไป

ที่มา : http://www.nmt.or.th/suphanburi/kokkram/Lists/test/ViewForm.aspx?List=3dbf86cd%2Dbd78%2D4974%2Db43f%2D3f8157a4138d&ID=3&Source=http%3A%2F%2Fwww%2Enmt%2Eor%2Eth%2Fsuphanburi%2Fkokkram%2FLists%2Ftest%2FAllItems%2Easpx
บันทึกการเข้า
qenrahao
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #280 เมื่อ: กันยายน 17, 2008, 08:25:23 PM »

ปรเมษฐ เลิศธรรม
MS-MK
513210986-5 SEC : 5


                   การปลูกผักหวานป่า

ใคร      : ชาวบ้าน(รายละเอียดไม่ปรากฎ)
ทำอะไร  : ปลูกผักหวานป่า
ที่ไหน    : แปลงผักส่วนตัว
เมื่อไหร่  : 27 กรกฎาคม พ.ศ.2547
ทำไม    : เพื่อเป็นทางเลือกในการหารายได้ให้กับชาวบ้าน โดยการลงทุนที่ไม่เกินกำลังแต่ได้ผลตอบแทนที่สูง
อย่างไร  : ปลูกผักหวานป่า ด้วย การตอนกิ่ง การเพาะชำไหล การเพาะเมล็ด
            โดยมีการดูแลรักษาด้วยการกำจัดวัชพืช การป้องกันและระวังศัตรูพืชอย่างมีขั้นตอน
            รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี

                    ด้วยความรู้นี้สามารถเป็นทางเลือกในหารหารายได้เพื่อสนองความต้องการในชีวิตของชาวบ้านที่อาจไม่มีแม้โอกาศและทุนในการหารายได้
            เป็นการนำวัตถุดิบธรรมชาติมาลงทุนปลูกและดูแลเมื่อได้ผลผลิตตามที่ต้องการแล้วจึงนำมาขายเพื่อเป็นธุรกิจเล็กๆให้แก่ชาวบ้านได้
            ด้วยการลงทุนที่ไม่เกินกำลังและสามารถได้ผลตอบแทนที่สูงและเป็นผลตอบแทนระยะยาวได้

ที่มา      : http://www.baanmaha.com/community/showthread.php?t=19189
บันทึกการเข้า
Rattikan
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #281 เมื่อ: กันยายน 17, 2008, 08:30:09 PM »

รัตติกาล พวงมีศรี
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด
513210346-1 sec.5
                                     
                                                 เรื่อง ยาตรีกาฬพิษ
ใคร :  นางสาวรสนา  โตสิตระกูล

ทำอะไร :  ยาตรีกาฬพิษ สมุนไพรพิชิตโรคหน้าร้อน แนะภูมิปัญญาไทย

ที่ไหน : กล่าวไว้ที่มูลนิธิสุขภาพไทย

อย่างไร : การรับประทานอาหารและน้ำไม่สะอาดในช่วงหน้าร้อนทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงได้ง่าย รวมทั้งคำเตือนจากกระทรวงสาธารณสุขให้ระวังไข้ไทฟอยด์ บิด จากอาหารและน้ำไม่สะอาด ภูมิปัญญาไทยนำสมุนไพรมาใช้แก้ไข อาการท้องร่วง ท้องเสีย บิด ตัวอย่างกลุ่มพืชสวนครัวที่เป็นตำรับยาสรรพคุณเด็ดนี้ ได้แก่ กระชาย ข่า กะเพราแดง ซึ่งหมอแผนโบราณท่านตั้งชื่อเฉพาะให้ว่า ยาตรีกาฬพิษ หมายถึงยาที่ประกอบขึ้นด้วยสมุนไพร 3 ชนิด ประกอบด้วย กระชาย ข่า และกะเพรา ช่วยดับพิษอันเป็นโทษได้ สมุนไพรสวนครัวทั้ง 3 ชนิด เมื่อนำมาปรุงเป็นตำรับจะมีสรรพคุณพิเศษและออกฤทธิ์แรงขึ้น คือ ช่วยแก้พิษจากไข้ตัวร้อนจัด แก้พิษตานซางในเด็กเล็ก แก้โลหิตเป็นพิษ ลดอาการปวดมวนท้อง เนื่องจากบิดและท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการเหน็บชา และรักษาอาการกามตายด้านได้ผลดี น.ส.รสนา กล่าวด้วยว่า การปรุงยามี 2 วิธีคือ ปรุงสดและปรุงแห้ง วิธีปรุงสดทำได้ง่าย คือ นำพืชผักทั้ง 3 ชนิดอย่างละเท่าๆ กัน ใส่ครกแล้วตำรวมกันจนแหลก คั้นเอาน้ำกินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ สำหรับผู้ใหญ่ เด็กกินขนาดลดลงตามส่วน กินวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร ส่วนวิธีปรุงแห้งนั้น ใช้รากกระชายแห้ง แง่งข่าแห้ง สำหรับกะเพราแดงควรใช้ส่วนรากมาทำแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าส่วนใบ หรือจะใช้กะเพราแดงทั้งต้นตากแห้งก็ได้ นำสมุนไพรแห้งทั้ง 3 ชนิดมาแยกบดให้เป็นผงละเอียด แล้วแบ่งผงสมุนไพรมาอย่างละเท่าๆ กัน คลุกเคล้าให้เข้ากัน กลายเป็นผงยาตรีกาฬพิษซึ่งสามารถนำไปบรรจุแคปซูลเพื่อสะดวกใช้ได้ด้วย วิธีกิน สำหรับผู้ใหญ่ใช้ผงยา 1 ช้อนชา ละลายน้ำสุกอุ่นๆ กิน 3 เวลา ก่อนอาหาร เด็กลดลงตามส่วน หรือถ้าเป็นแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม สำหรับผู้ใหญ่ให้กินครั้งละ 2 แคปซูล นอกจากนี้ในวันที่อากาศร้อนแนะนำให้ดื่มน้ำมะตูม-ขิง เพื่อแก้กระหายคลายร้อนได้ดี

ตอบคำถามอาจารย์
1.   เป็นความรู้ที่เกิดจากสุมนไพรธรรมชาติ
2.   ถ้าประเทศไทยนำมาใช้ เป็นการลดต้นทุน หรือฟรี : จะว่าฟรีเลยก็ว่าได้เพราะไม่ได้ลงทุนอะไรสักอย่าง
แถมยังหาได้ตามท้องถิ่นหรือในชุมชน  สามารถทำได้ง่ายและสะดวก
3.   สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้ อย่างไร : ไม่ต้องซื้อยาแพงๆ สามารถ
ทำได้ง่าย  สะดวกและหาได้ตามท้องถิ่นทั่วไป

ที่มา       http://www.sasook.com/modules.php?name=News&file=article&sid=210
บันทึกการเข้า
auei#mk-1
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #282 เมื่อ: กันยายน 17, 2008, 08:42:21 PM »

นางสาว  มะลิวัลย์  กองกาญจน์
513210995-4  sec.5
คณะวิทยาการจัดการ   สาขาการตลาด

                                                                     ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ลดต้นทุน  เพิ่มรายได้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ใคร       :  เครือข่ายพัฒนาอาชีพชุมชนถ้ำพระ

ทำอะไร  :  ผลิตปุ๋ยอินทรีย์อักเม็ด

ที่ไหน     :  ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย

ทำไม     :  เพราะในแต่ละปีนั้นชาวบ้านต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีเป็นเงินจำนวนมาก  จึงคิดว่าการที่ผลิตปุ๋ยเองจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเพราะปลูกได้

อย่างไร   :  เครือข่ายพัฒนาอาชีพชุมชนถ้ำพระได้มีการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ในการทำปุ๋ย  เช่น  มูลสัตว์ต่างๆ ใบไม้ ฯ  ซึ่งการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองมีประโยชน์มากคือ ช่วยลดต้นทุนในการเพราะปลูก ลงไปได้มาก  ช่วยทำให้ประชาชนมีอาชีพเสริมที่ช่วยเพิ่มรายได้   กำไรจากการขายปุ๋ยอินทรีย์ได้นั้นก็นำมาจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกของกลุ่มและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพาะปลูกยังเป็นการฟื้นสภาพดินให้ดีขึ้น คืนกุ้ง หอย ปู ปลา สู่ท้องนา ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แล้วยังเป็นการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นอีกด้วย




เป็นความรู้หรือภูมิปัญญา     :   เป็นภูมิปัญญา

ถ้าประเทศไทยนำมาใช้ เป็นการลดต้นทุน หรือฟรี     :   เป็นการลดต้นทุน เพราะถ้าเราผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองโดยลดจำนวนการซื้อปุ๋ยเคมีลง จะทำให้ประชากรของประเทศที่ทำการเกษตรลดต้นทุนการผลิดลงไปได้มาก  อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูสภาพดินเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และยังทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วย

ทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนการผลิตลงได้  :   การที่ไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมีจำนวนมากๆมาใช้ในการเกษตรทำให้มีเงินเหลือไปจุนเจือครอบครัว  ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น  อีกทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นดีต่อสุขภาพด้วย  และยังช่วยให้มีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้เข้าครอบครัวอีกหนึ่งทาง



http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=2302&Itemid=98
บันทึกการเข้า
bussarin
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด
« ตอบ #283 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 02:34:05 AM »

น.ส.บุศรินทร์  เจริญคุณาธร
513210336-4
Sec.5
คณะวิทยาการจัดการ การตลาด

1.เครื่องตำข้าวซ้อมมือ = เป็นเครื่องมือที่ชาวบ้านสามารถมีใช้ทุกครัวเรือน เพราะเป็นเครื่องมือที่ไม่มีอะไรซับซ้อนและง่ายในการใช้ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตอีกด้วย

2.ถ้าประเทศไทยนำมาใช้ ก็จะประหยัดต้นทุนในการผลิตได้มาก แต่เทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามาทำให้เป็นเครื่องมือที่ล้าสมัยไปแล้ว อีกทั้งยังผลิตได้ในปริมาณที่ไม่มากเท่ากับโรงสีข้าว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชาวบ้านประหยัดต้นทุนการผลิตได้มาก โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อข้าวมา และข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องยังเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าข้าวที่ขัดสีแล้วอีกด้วย

3.สามารถช่วยชาวบ้านตาดำๆได้ โดยเป็นเครื่องมือที่ชาวบ้านรายได้น้อยก็สามารถหามาได้ ไม่ต้องพึ่งโรงสีข้าวก็สามารถตำข้าวกินเองในครอบครัวได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน อีกทั้งยังสามารถตำข้าวขายได้อีกด้วย ต้นทุนในการผลิตก็ต่ำ และขั้นตอนในการผลิตก็ไม่ซับซ้อนจนเกินไป ดังนั้น การที่ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะมีเครื่องตำข้าวซ้อมมือก็เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว หนูคิดว่า ควรจะสนับสนุนให้ชาวบ้านมีทุกครอบครัวค่ะ

Web Link เกี่ยวกับ เครื่องตำข้าวซ้อมมือค่ะ

http://www.ru.ac.th/province/prachinburi/culture/wit_people1.htm
บันทึกการเข้า
Hathaichanok
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #284 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 03:11:30 AM »

นส. หทัยชนก สุวรรณธรรมมา
คณะวิทยาการจัดการ สาขาการตลาด
513211010-9 sec.5






ใคร      :   นางนิตยา บุญทิม

ทำอะไร  :  น้ำปู หรือ น้ำปู๋

ที่ไหน     : ตำบลถืมตอง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

ทำไม    : เนื่องจากในแต่ละปี ช่วงฤดูทำนาที่น้ำหลาก จะมีปูมากัดกินทำลายต้นข้าวเป็นจำนวนมาก ถือเป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง
ดังนั้น ชาวบ้านจึงได้คิดหาวิธีกำจัดปู และในแต่ะครั้งก็จะสามารถจับปูได้เป็นจำนวนมาก จึงได้นำปูเหล่านี้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป




อย่างไร  : น้ำปูหรือทางภาคเหนือเรียกว่าน้ำปู๋ ทำจากปูนาที่นำมาตำกรองเอาแต่น้ำ เคี้ยวจนเหนียวเป็นสีดำ ใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด
      น้ำปู หรือ น้ำปู๋ เป็นอาหารที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านในภาคเหนือ น้ำปูนั้นเป็นอาหารที่เกิดจากการถนอมอาหารเพื่อเก็บไว้กินเป็นเวลาเเรมปี
นอกจากที่ชาวบ้านจะทำไว้กินเองเเล้วยังนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกด้วย น้ำปูที่มีชื่อเสียง ได้เเก่ น้ำปูที่ทำที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปางเเละน้ำปูที่มาจาก
จังหวัดพะเยาว์ การทำน้ำปูนั้นไม่มีขั้นตอนใดที่ยุ่งยากเเต่ต้องอาศัยความอดทนเเละเพียรพยายามของผู้ที่ทำอย่างสูง   
      การทำน้ำปูในขั้นเเรกนั้นต้องมีปูนาเป็นจำนวนมากเสียก่อน (จำนวนหลายกิโลกรัม) หากต้องการน้ำปู 1 กิโลกรัมก็ต้องใช้ปูนา ประมาณ 6-7 กิโลกรัม
ปูนาที่ใช้ทำนั้นได้มาโดยการจับปูนาในท้องนา โดยชาวบ้านมักจะไปจับปูในวันที่มีเเดดจัดเเละอากาศร้อน เพราะจะมีปูนาจำนวนมากที่หลบหนีความร้อนจากน้ำในนา
ขึ้นมาเดินบนคันนา ปรากฎการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านสามารถจับปูจำนวนมากได้ง่ายขึ้น เเต่บางทีความเชื่อเช่นนี้ก็อาจมีข้อผิดพลาดได้เหมือนกัน หากปีใดมีอากาศวิปริต
ผิดฤดูกาลเเล้วชาวบ้านต้องจับปูโดยการใช้สวิงช้อนปูจากในนา การจับปูนั้นมักทำกันในช่วงที่ชาวนาเริ่มไถนาเพื่อที่จะดำนา ส่วนใหญ่มักอยู่ระหว่างเดือน กรกฎาคม ถึง
เดือนกันยายน ช่วงนี้เป็นระยะที่ปูเจริญเติบโตได้ที่พอเหมาะ จากนั้นนำปูที่ได้มาเเช่น้ำเพื่อให้ปูคายสิ่งสกปรกออกเเละล้างด้วยน้ำซ้ำหลายๆ ครั้งเพื่อให้ปูสะอาดขึ้น
นำปูที่ได้ไปตำในครกที่เรียกว่าครกมอง ใส่ใบฝรั่ง ใบตะไคร้ หรือใบข่า ตำส่วนผสมทั้งหมดให้ละเอียดเเละนำมากรองลงในหม้อดิน หลังจากที่กรองเสร็จนำกากปูที่
ได้มาตำซ้ำอีก 2 ถึง 3 ครั้งเเล้วกรองลงในหม้อดิน ช่วงนี้เรียกว่าน้ำปูที่ได้ว่าน้ำปูดิบ ชาวบ้านมักเอาใบตองหรือผ้าขาวบางมามัดปากหม้อไว้เพื่อกันไม่ให้แมลงหรือสัตว์เล็กๆ
เข้าไปในหม้อ หมักน้ำปูทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้น้ำปูมีกลิ่นเเละรสชาดที่ดีขึ้น เมื่อครบ 1 คืนเเล้วนำน้ำปูมาเคี่ยวซึ่งการเคี่ยวน้ำปูนั้นต้องทำกันในทุ่งนา เช่น กระท่อมกลางนาที่
อยู่ห่างไกลผู้คนเพราะน้ำปูนั้นมีกลิ่นที่แรงมาก ชาวบ้านจะเคี่ยวน้ำปูโดยใช้ฟืนซึ่งในขั้นเเรกของการเคี่ยวนั้นจะใช้ไฟเเรงก่อนเเละค่อยๆ ลดไฟลง คนทำต้องหมั่นคนอยู่เสมอ
มิฉะนั้นจะทำให้น้ำปูล้นหม้อ เมื่อเคี่ยวจนน้ำปูเกือบแห้งเเล้วก็จะเติมเกลือเล็กน้อย หากต้องการทำเป็นน้ำปูปรุงรสก็จะเติมเครื่องผสมชนิดอื่นๆ เช่น พริกป่น หัวหอมคั่ว
กระเทียมคั่ว อาจมีการใส่ผงชูรสเพื่อทำให้น้ำปูที่ได้นั้นมีรสชาดอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อน้ำปูแห้งจะจับกันเป็นก้อนสีดำ ชาวบ้านจะนำมาใส่ “ออม” หรือกระปุกซึ่งมีหน้าตาเหมือน
กระปุกของกะปิ นำมาปิดฝาให้เเน่นเเล้วเก็บไว้บริโภคตลอดทั้งปี การทำน้ำปูในเเต่ละท้องถิ่นนั้นมีสิ่งที่เเตกต่างกัน เช่น การเลือกใช้สมุนไพรต่างชนิดมาทำน้ำปู เช่นใบตะไคร้
ใบขมิ้นใบข่า หรือใบฝรั่ง เพระฉะนั้นสูตรในการทำน้ำปูจึงไม่ค่อยตายตัวนัก


 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

เป็นความรู้หรือภูมิปัญญา : เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน

ถ้าหากประเทศไทยเอามาใช้แล้ว  :  เป็นการประหยัดรายได้ในส่วนของเครื่องบริโภค อีกทั้งอาชีพหลักของคนไทยคืออาชีพชาวนา ซึ่งย่อมต้องเจอกับปัญหาเกี่ยวกับปู
หากกำจัดทิ้งเฉยๆโดยไม่นำมาก่อให้เกิดประโยชน์ก็เป็นการเสียเปล่า นอกจากมีผลิตภัณฑ์ไว้รับประทานเอง อาจจะเป็นการเพิ่มรายได้เสริมได้อีกด้วย

สามารถทำให้ชาวบ้านตาดำๆลดต้นทุนในการดำเนินชีวิตลงได้อย่างไร   : หากมีการผลิตเครื่องปรุงอาหารในครัวเรือนได้เอง ก็ถือเป็นการประหยัดได้อีกทางหนึ่ง
กลาวคือ เงินที่จะต้องนำไปซื้อของเหล่านี้ก็สามารถนำไปซื้ออย่างอื่นแทนได้ นับว่าเป็นการลดต้นทุนการดำเนินชีวิตได้อย่างแท้จริง



ที่มาhttp://kanchanapisek.or.th/kp8/culture/nan/nan514.html
www.ist.cmu.ac.th/riseat/nl/2003/12/02.php - 23k
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2008, 03:15:28 AM โดย Hathaichanok » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!